การรักษาแพทย์แผนจีน

การฝังเข็ม

การเตรียมตัวก่อนไปฝังเข็ม

1.การฝังเข็ม คือ การจิ้มเข็มลงไปที่จุดต่างๆของร่างกายเมื่อเข็มผ่านผิวหนังอาจมีอาการเจ็บเหมือนมดกัดหรือ ปวด ตึง ชา กระตุกขึ้นได้เป็นปกติ ฉะนั้นทำใจสบายๆฝังเข็มไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด

2.สวมใส่เสื้อผ้าให้เหมาะสม ในการฝังเข็ม ตำแหน่งจุดปักเข็มบางครั้งจะอยู่บริเวณใต้ร่มผ้า ผู้ป่วยจึงควรสวมใส่เสื้อผ้าที่เป็นชุดแยกส่วนระหว่าง เสื้อ กับกระโปรงหรือกางเกงเสื้อผ้าที่สวมใส่ไม่ควรรัดแน่นเกินไป แขนเสื้อและปลายขากางเกงควรให้หลวมหรือกว้างพอที่จะพับสูงขึ้นมาถึงข้อศอกหรือข้อเข่าได้  ในกรณีที่ต้องปักเข็มบริเวณไหล่หรือต้นคอก็ควรเลือกสวมเสื้อมีคอกว้างสุภาพสตรีควรงดใส่ชุดแซก เพื่อความสะดวกในการให้บริการ

3. รับประทานอาหารให้พอเหมาะ ผู้ป่วยที่มาฝังเข็มควรรับประทานอาหารมาก่อนประมาณ 1-2 ชั่วโมง และไม่ควรรับประทานอาหารมากจนเกินไป หากเพิ่งรับประทานอาหารอิ่มมาใหม่ ๆ หรือรับประทานมากเกินไป เมื่อมาฝังเข็มต้องนอนเป็นเวลานาน ๆ ถึง 20 นาที อาจทำให้รู้สึกอึดอัดโดยเฉพาะในท่านอนคว่ำผู้ป่วยอาจทนไม่ได้ ตรงกันข้ามไม่ควรรักษาในขณะที่กำลังหิวจัดเนื่องจากผู้ป่วยอาจเกิดอาการ “หน้ามืดเป็นลม” ได้ง่ายเมื่อกระตุ้นเข็มแรง ๆ

4. ทำความสะอาดร่างกายให้เรียบร้อยการฝังเข็มเป็นหัตถการที่ต้อง ใช้วัตถุแหลมคมปักผ่านผิวหนังลงไปในร่างกายผู้ป่วยจึงควรมีสภาพร่างกายที่สะอาดเมื่อลดโอกาสการติดเชื้อโรค ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนมาฝังเข็ม หากผู้ป่วยสามารถอาบน้ำสระผมได้นั้นก็จะดีที่สุด

การปฏิบัติตัวหลังการรักษา

หลังจากปักเข็มกระตุ้นครบเวลาตามกำหนดซึ่งใช้เวลาประมาณ 20-30 นาทีแล้วแพทย์ก็จะถอดเข็มออก บางครั้งอาจมีเลือดซึมเล็กน้อย เนื่องจากเข็มอาจปักไปถูกเส้นเลือดฝอยเล็ก ๆ เมื่อใช้สำลีกดเอาไว้สักครู่ เลือดก็จะหยุดได้เองโดยทั่วไปแล้วหลังจากฝังเข็ม ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องกลับไปนอนพักที่บ้านแต่อย่างใดสามารถขับรถอยู่กลับไปทำงานได้เว้นแต่บางคนอาจมีอาการอ่อนเพลียได้บ้างหลังจากฝังเข็ม เมื่อนอนพักแล้วก็จะหายได้หลังจากทำการครอบแก้ว หรือกัวซา ไม่ควรนำบริเวณที่ทำการครอบแก้ว หรือกัวชาไปโดนลม หรือโดนน้ำเป็นระยะเวลา 3-5 ชั่วโมง ทั้งนี้บริเวณที่ครอบแก้วจะแดงเป็นวง และรอยแดงจะหายภายใน 1 สัปดาห์

การรักษาอื่น ๆ ร่วมกับการฝังเข็ม

โดยทั่วไปแล้วการรักษาด้วยการฝังเข็มมักสามารถจะรับประทานยาหรือใช้การรักษาอื่นๆร่วมไปด้วยได้ โดยไม่มีข้อห้ามอะไร ผู้ป่วยไม่ควรหยุดยา หรือ การรักษาอื่นๆเองโดยพลการ

ฝังเข็มรักษาโรคอะไรได้บ้าง

กลุ่มอาการปวดต่างๆ อัมพฤกษ์ อัมพาต และผลข้างเคียงหลังจากป่วยด้วยโรคทางสมอง โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน โรคทางหู โรคภูมิแพ้ โรคเครียด โรคระบบทางเดินอาหารและลำไส้ ลดความอ้วน กระชับสัดส่วน หรือเพิ่มน้ำหนักในคนผอม โรคอื่นๆซึ่งแพทย์จะพิจารณาเป็นรายไป

ข้อห้ามและควรระวังสำหรับการฝังเข็ม

  1.  ผู้ป่วยที่ตื่นกลัวต่อการรักษามากเกินไปจนไม่สามารถควบคุมตัวเองได้
  2.  ผู้ป่วยที่เหน็ดเหนื่อยหลังจากการออกกำลังกาย
  3.  สตรีตั้งครรภ์
  4.  ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติ เกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด
  5. ทารกหรือเด็กเล็ก
  6. ในผู้ป่วยที่มีเครื่องกระตุ้นการเต้นของหัวใจห้ามรักษาโดยเครื่องกระตุ้นไฟฟ้า

        ข้อห้ามดังกล่าวเหล่านี้ มิใช่เป็นข้อห้ามอย่างสมบูรณ์เด็ดขาด การฝังเข็มในผู้ป่วยจิตเวชก็อาจทำได้เหมือนกันหรือเด็กเล็ก ที่ให้ความร่วมมือในการรักษา ก็ควรรักษาได้เช่นกัน ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้พิจารณา เป็นรายบุคคล

การครอบแก้ว

การเตรียมตัวก่อนการรักษา

1. ไม่ควรทำหลังอาหารทันที ควรพักอย่างน้อย 30 นาที ไม่ควรทำขณะท้องว่าง หิว หรืออิ่มจนเกินไป เนื่องจากอาจทำให้เป็นลมได้

2. ควรอาบน้ำเตรียมร่างกายให้พร้อม

การปฏิบัติตัวหลังการรักษา

 1. ควรใส่เสื้อผ้าเนื้อหนาเพื่อปกปิดบริเวณที่ครอบแก้วให้มิดชิด รอยช้ำจะหายไปเองใน 3 วัน – 2 สัปดาห์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 1 สัปดาห์

 2. หลังจากครอบแก้ว 3 ชั่วโมงไม่ควรอาบน้ำ หลีกเลี่ยงการกระทบอากาศเย็นหรือความชื้น การตากลมหรือเครื่องปรับอากาศโดยตรง เพราะทำให้เกิดโรคใหม่ตามมาได้ง่าย

3. ควรดื่มน้ำอุ่นหนึ่งแก้วแล้วพักผ่อน เนื่องจากการครอบแก้วจะช่วยเปิดรูขุมขนเพื่อขับน้ำในร่างกายออกมาเป็นเหงื่อและปัสสาวะ

การครอบแก้วรักษาโรคอะไรได้บ้าง

โรคที่เหมาะกับการรักษาด้วยการครอบแก้ว

1. โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหลอดลมอักเสบเฉียบพลันและเรื้อรัง หอบหืด ปอดบวม ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มปอด อักเสบ

2. โรคระบบทางเดินอาหาร กระเพาะอักเสบเฉียบพลันและเรื้อรัง ปวดระบบประสาทกระเพาะ อาหารไม่ย่อย กรด เกินในกระเพาะอาหาร

3. โรคระบบหมุนเวียนเลือด ความดันโลหิต

 4. โรคระบบการเคลื่อนไหวร่างกาย ปวดกระดูกต้นคอ ข้อไหล่ปวดไหล่สะบัก ปวดข้อศอก ตําแหน่งจุด จุดที่กดเจ็บ หรือ บริเวณข้อต่อต่างๆปวดหลัง ปวดเอว ปวดก้นกบ ปวดสะโพก ตําแหน่งจุด ตามจุดที่ปวดต่างๆ หรือรอบๆข้อต่อต่างๆปวดเข่า ปวดข้อเท้า ปวดส้นเท้า ตําแหน่งจุด ตําแหน่งที่ปวด และรอบๆข้อต่อ

5. โรคระบบประสาท ปวดหัวจากระบบประสาท บริเวณปวดชายโครง บริเวณที่ปวดชา กล้ามเนื้อลําคอหดเกร็ง กล้ามเนื้อหดน่องเกร็งและบริเวณที่คนไข้หดเกร็ง เส้นประสาทใบหน้าหด กระบังลมหดเกร็ง

6. โรคสตรี ปวดท้อง ตกขาว

7. โรคอายุรกรรมภายนอก ฝีหนอง มีก้อนซีสอักเสบ

ข้อห้ามและข้อควรระวังในการครอบแก้ว

1. สภาพร่างกายของผู้ที่จะครอบแก้ว ถ้าสภาพร่างกายอ่อนแอเกินไปไม่เหมาะจะครอบแก้วเพราะในการครอบแก้วเป็นวิธีการระบาย จะทําให้คนที่ร่างกายพร่อง ยิ่ง พร่องมากขึ้น

2. สตรีมีครรภ์ คนชรา คนป่วยโรคหัวใจ ครอบแก้วควรต้องระมัดระวังอย่างมาก ส่วน เอวและท้องของสตรีมีครรภ์ห้ามครอบแก้ว จะทําให้แท้งได้ง่ายวงที่ครอบแก้วที่ผิวหนังได้รับแรงดูดขึ้น ทําให้ร่างกายบริเวณนั้นบวมและปวด ซึ่งคนที่ร่างกายปกติทนรับได้แต่คนชราและ ผู้ป่วยโรคหัวใจได้รับการกระตุ้นแบบนี้อาจทําให้โรคหัวใจกําเริบได้ดังนั้นสําหรับคนกลุ่มนี้ต้อง ระมัดระวังในการครอบแก้ว

3. คนไข้ที่บริเวณผิวหนังมีแผลเปิดและโรคผิวหนัง ไม่ควรครอบแก้ว

4. เวลาในการครอบแก้ว ไม่ควรครอบไว้นานเกินไป ปกติเวลาที่เหมาะสมอยู่ในช่วงเวลา 8 นาที เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดตุ่มน้ํา โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน ควรพยายามหลีกเลี่ยง การเกิดตุ่มน้ํา เพราะอาจจะทําให้ติดเชื้อได้

5. ถ้าครอบแก้วโดยไม่ระวังอาจเกิดตุ่มน้ํา ปกติเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 mm. กระจายอยู่ ภายใน แต่ละแก้วน้อยกว่า 3 อัน ตุ่มน้ําจะยุบไปเอง แต่ถ้าเส้นผ่านศูนย์กลางเกิน 1 มม. แต่ละ แก้วมากกว่า 3 อัน หรือ มีโรคเบาหวานและภูมิคุ้มกันต่ํา ควรพบแพทย์

6. ระวังความสะอาดของแก้ว เช่น คนไข้ 1 คนต่ออุปกรณ์ 1 ชุด ปกติทุกการใช้ หลังจากครบ 5 ครั้ง จะนําอุปกรณ์ไปทําความสะอาด 1 ครั้ง เพื่อป้องกันการติดเชื้อ

7. ในเด็กเหมาะหรือไม่ที่จะครอบแก้ว ?  ปัจจุบันไม่ได้มีการวิจัย เพราะเด็กผิวหนังยังอ่อน การเจริญเติบโตยังไม่สมบูรณ์ ก่อนการครอบประปุก จะต้องสอบถามผู้ชํานาญ อยู่ในการดูแลของแพทย์ เพื่อรับประกันความปลอดภัย

การนวดทุยหน่า

การเตรียมตัวก่อนไปนวดทุยหน่า

1. ก่อนรับการรักษา ควรพักผ่อนให้เพียงพอไม่เหนื่อยล้า หรือ อ่อนเพลีย

2. สวมใส่เสื้อผ้าที่หลวม เพื่อความสะดวกและผ่อนคลายขณะทำการรักษา

3. ควรรับประทานอาหารก่อนรับการรักษาประมาณ 1 ชั่วโมง หรือหลังอาหาร 1 ชั่วโมง

4. หากมีโรคประจำตัว หรือรับประทานยาแผนปัจจุบันเป็นประจำควรแจ้งแพทย์ก่อนการรักษา

การปฏิบัติตัวหลังจากการรักษาด้วยวิธีนวดทุยหน่า

1. มีอาการปวดตึง  หรือ เมื่อสัมผัสที่บริเวณที่มีการนวดแล้วรู้สึกแสบผิวเล็กน้อย หลังการนวดทุยหนา  เกิดจากการบาดเจ็บกล้ามเนื้อเล็กน้อย  มักเป็นในผู้ที่ไม่ค่อยได้รับการนวดผ่อนคลายมาก่อน  ถ้าระบมผิวค่อนข้างมาก สามารถรับประทานยาแก้ปวด  ถ้าเป็นไม่มากดื่มน้ำมาก ๆ อาการจะค่อยๆ หายไปได้เอง  เมื่อรับการรักษาครั้งต่อไปจะไม่มีอาการแบบนี้อีก

2. มีอาการหน้ามืด เวียนศีรษะ ใจสั่น เหงื่อออกตามตัว  มือเท้าเย็น  คลื่นไส้อาเจียน เป็นต้น  มักเป็นในผู้ที่พักผ่อนไม่เพียงพอ  นอนน้อย  เหน็ดเหนื่อยจากการออกกำลังกาย หรือการเดินทางไกล  อาจเกิดภาวะน้ำตาลต่ำ หรือตื่นเกร็งในการรักษา  เพียงแค่รับประทานน้ำหวาน หรือนอนพักสักระยะหนึ่งอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นเอง  

3. มีรอยเขียวเป็นจ้ำ ๆ ตามบริเวณที่นวด  เกิดจากการได้รับประทานยาละลายลิ่มเลือดเป็นเวลานาน ๆ จากการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ  หรือ เกิดจากภาวะโลหิตจาง  ถ้ามีอาการเหล่านี้สามารถหายไปได้เอง

4. มีไข้หรือ อ่อนเพลีย  มักเป็นในผู้ที่มีร่างกายไม่สมบูรณ์แข็งแรง  หรือ มีการกดนวดบริเวณต่อมน้ำเหลือง  ถ้ามีอาการเหล่านี้ สามารถทานยาลดไข้  หรือ ดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ  ก็จะช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ได้  เมื่อเข้ารับการรักษาครั้งต่อไปต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบล่วงหน้า

5. มีอาการคัน หรือ มีผื่นแพ้  จากยาที่ใช้ภายนอก  อาจเกิดจากการแพ้ยา หรือ ผิวแห้ง/บางจนเกินไปจนทำให้ระคายเคืองได้ง่าย  ควรงดการใช้ยา  เพื่อหลีกเลี่ยงการแพ้ยา ควรงดการพอกยานานเกิน 4 ชั่วโมง  หรือพอกยาทิ้งไว้ข้ามคืน

6. มีอาการมึนศีรษะ ตาลาย หลังจากนอนคว่ำนาน ๆ อาการนี่จะค่อย ๆ ดีขึ้นเอง  เมื่อผ่านไปสัก 10 -15 นาที

การนวดทุยหน่ารักษาโรคอะไรได้บ้าง

ปวดหัว ไมเกรน คอตกหมอน ปวดบ่า ไหล่ติด ปวดเอว ข้อเท้าเคล็ด ปวดประจำเดือน กลุ่มอาการปวดคอ โรคกระดูกคอเสื่อม โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ข้อไหล่อักเสบ ข้อศอกอักเสบ กล้ามเนื้อเนื้อเยื่ออักเสบเรื้อรัง เส้นเอ็นอักเสบจากการออกกำลังกายหรือใช้งาน โรคข้อเข่าเสื่อม กระดูกสันหลังส่วนเอวอักเสบเฉียบพลัน ข้อเท้าเคล็ด ข้อเท้าแพลง

ข้อห้ามและข้อควรระวังสำหรับการนวดทุยหน่า

ส่วนโรคที่ไม่เหมาะกับการนวดทุยหนา ได้แก่ โรคติดต่อ โรคระบาดโรคมะเร็ง โรคผิวหนังจากแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก มีบาดแผลเปิด โรคกระเพาะอาหาร ลำไส้ทะลุเฉียบพลัน โรคกระดูกหัก โรคกระดูกพรุนรุนแรงและสตรีมีครรภ์ ส่วนสตรีที่อยู่ในระหว่างมีรอบเดือนควรหลีกเลี่ยงการนวดบริเวณหน้าท้อง เอว และหลังส่วนล่าง